ภาระหนี้ต่อรายได้หรือ DSR ใช้แสดงว่าส่วนหนึ่งของรายได้ต้องนำไปจ่ายหนี้มากเท่าไร สูตรสำหรับประเมินเบื้องต้นคือ ค่างวดหนี้รวมต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน × 100 ส่วนวิธีนับรายได้และภาระหนี้ในการพิจารณาจริงขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ
ตัวอย่างที่คำนวณได้เอง
สมมติรายได้ 30,000 บาท มีค่างวดรถ 5,000 บาท และหนี้อื่น 2,000 บาท ภาระเดิมคือ 7,000 ÷ 30,000 × 100 = 23.3% ถ้าเพิ่มค่างวดใหม่ 3,000 บาท จะเป็น 10,000 ÷ 30,000 × 100 = 33.3% ตัวเลขนี้ไม่ใช่ผลประเมินการอนุมัติ
ตามต่อด้วยเงินที่เหลือใช้
ถ้ามีค่าใช้จ่ายจำเป็น 18,000 บาท หลังผ่อนหนี้รวม 10,000 บาทจะเหลือเพียง 2,000 บาท แม้อัตราส่วนดูไม่สูง เงินสำรองอาจไม่พอสำหรับค่ารักษาหรือรายได้สะดุด จึงควรทำงบรายเดือนควบคู่กับอัตราส่วนเสมอ
ลองสถานการณ์รายได้ลด
ลองลดรายได้สมมติลง 20% แล้วคำนวณใหม่ จากรายได้ 30,000 เหลือ 24,000 บาท หากค่าใช้จ่ายเดิมยังอยู่จะขาด 4,000 บาทต่อเดือน สถานการณ์นี้ช่วยให้เห็นว่าควรลดวงเงินใหม่ ลดค่าใช้จ่าย หรือชะลอการกู้ก่อน
ถ้าเริ่มจ่ายไม่ไหว
เตรียมรายรับ รายจ่าย และรายการหนี้ไปคุยกับเจ้าหนี้เรื่องแผนชำระที่ทำได้จริง มาตรการแก้หนี้ของ ธปท. มีแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ทั้งก่อนและหลังเป็นหนี้เสีย รายละเอียดที่ใช้ได้กับบัญชีของคุณต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี
เทียบงบก่อนกู้ หลังเพิ่มหนี้ และเมื่อรายได้สะดุด
| รายการ | ก่อนกู้เพิ่ม | เพิ่มหนี้ใหม่ | รายได้ลด 20% |
|---|---|---|---|
| รายได้ต่อเดือน | 30,000 | 30,000 | 24,000 |
| ค่างวดหนี้รวม | 7,000 | 10,000 | 10,000 |
| ค่าใช้จ่ายจำเป็น | 18,000 | 18,000 | 18,000 |
| เหลือก่อนออมและรายจ่ายพิเศษ | 5,000 | 2,000 | −4,000 |
| DSR โดยประมาณ | 23.3% | 33.3% | 41.7% |
ช่องติดลบหมายถึงต้องหาเงินชดเชยทุกเดือน หากเหตุการณ์สมมติเกิดนานสามเดือน จะมีช่องว่างรวม 12,000 บาทโดยยังไม่รวมรายจ่ายพิเศษ ลองลดวงเงินใหม่หรือเลื่อนการกู้ แล้วคำนวณซ้ำให้เห็นผลต่อเงินที่เหลือจริง
ถ้ารายได้ไม่สม่ำเสมอ ให้ทำอีกชุดด้วยรายได้ของเดือนที่ต่ำตามประวัติจริง อย่าใช้เดือนที่ดีที่สุดเป็นฐานเดียว ส่วนหนี้บัตรและภาระอื่นควรขอวิธีนับจากผู้ให้บริการ เพราะตารางส่วนตัวนี้ไม่สามารถแทนเกณฑ์พิจารณาอนุมัติได้