การรวมหนี้ทำให้จัดการวันจ่ายง่ายขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ทุกข้อเสนอจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ต้องดูทั้งอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ระยะเวลา และความเสี่ยงของหลักประกันที่เพิ่มเข้ามา
เทียบยอดชำระที่เหลือ
สมมติแผนเดิมเหลือจ่ายเดือนละ 5,000 บาทอีก 24 เดือน รวม 120,000 บาท ข้อเสนอใหม่จ่าย 3,000 บาทนาน 48 เดือน รวม 144,000 บาท แม้ค่างวดลดลง 2,000 บาท แต่ยอดจ่ายตามแผนเพิ่ม 24,000 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ตัวอย่างนี้แสดงเหตุผลที่ต้องดูยอดรวมร่วมกับสภาพคล่อง
จัดลำดับปิดหนี้เมื่อยังรวมไม่ได้
หลังกันเงินสำหรับยอดที่ต้องจ่ายทุกบัญชีแล้ว คุณอาจเลือกใช้เงินส่วนเพิ่มไปที่บัญชีดอกเบี้ยสูงก่อนเพื่อลดต้นทุน หรือเริ่มจากยอดเล็กเพื่อให้มีบัญชีที่ปิดได้เร็ว สิ่งสำคัญคือจ่ายบัญชีอื่นตามกำหนดและติดตามเงินต้นที่ลดจริง
ป้องกันหนี้กลับมา
ตั้งกติกากับตัวเองว่าจะจัดการวงเงินเดิมอย่างไรหลังปิดยอด เช่น ลดวงเงินหรือระงับการเบิกเพิ่มตามช่องทางของผู้ให้บริการ ถ้ารายจ่ายยังเกินรายได้ทุกเดือน การรวมหนี้อย่างเดียวไม่แก้ช่องว่างนี้
เมื่อแผนใดก็จ่ายไม่ไหว
รวบรวมข้อมูลบัญชีและงบดำรงชีวิตเพื่อเจรจากับเจ้าหนี้เรื่องปรับโครงสร้างหนี้ เป้าหมายคือแผนที่ทำได้ต่อเนื่อง ควรเข้าใจผลต่อระยะเวลา ดอกเบี้ย และข้อมูลเครดิตก่อนยอมรับข้อเสนอ
ค่างวดลดลง แต่ยอดจ่ายรวมอาจเพิ่มขึ้น
สมมติหนี้เดิมทุกบัญชีรวมกันเหลืองวดละ 5,000 บาทอีก 18 งวด และข้อเสนอใหม่รวมหนี้เป็นงวดละ 3,500 บาท 30 งวด ตัวเลขเป็นยอดตามตารางสมมติ ไม่ใช่ใบเสนอสินเชื่อจริง
| สิ่งที่เทียบ | แผนเดิม | แผนใหม่ |
|---|---|---|
| ค่างวดรวมต่อเดือน | 5,000 บาท | 3,500 บาท |
| จำนวนงวดที่เหลือ | 18 งวด | 30 งวด |
| รวมงวดที่ต้องจ่าย | 90,000 บาท | 105,000 บาท |
แผนใหม่ลดภาระเดือนละ 1,500 บาท แต่ยอดงวดรวมมากขึ้น 15,000 บาท และอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นนอกตาราง การยืดระยะอาจช่วยให้ดำรงชีวิตและชำระต่อเนื่องได้ แต่ควรรับรู้ต้นทุนที่แลก ไม่เรียกว่าประหยัดเพียงเพราะงวดลดลง
ก่อนเลือก ให้ขอยอดปิดหนี้เดิมทุกบัญชี ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และตารางใหม่ที่อ้างอิงวันเดียวกัน หากเลือกแผนใหม่แล้วควรติดตามว่าบัญชีเดิมปิดจริงหรือไม่ และกำหนดวิธีจัดการวงเงินที่กลับมาใช้ได้ เพื่อไม่ให้เหลือทั้งหนี้ใหม่และยอดเบิกซ้ำ